| .. |
 |
|
 |
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กำหนดให้การทำประกันภัยรถยนต์ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลต้องปฏิบัติเป็นไปตามหลักการสากลที่เรียกว่า หลัก Cash before Cover คือการที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายชำระเบี้ยประกันภัยก่อนวันที่กรมธรรม์จะเริ่มมีผลคุ้มครอง
1. การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นต่อบริษัทประกันภัย
1.1 บริษัทประกันภัยจัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการเก็บเบี้ยประกันภัยรถยนต์ซึ่งบริษัทได้จัดทำแนวปฏิบัติในการเก็บเบี้ยประกันภัยเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว และสามารถใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับหน้าที่ วิธีการปฏิบัติงานระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และการประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
1.2 บริษัทได้เปลี่ยนแปลงวิธีเรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัย โดยบริษัทจะเรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยก่อนที่กรมธรรม์จะเริ่มมีผลบังคับ ยกเว้นกรณีลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลบริษัทจะผ่อนผันการเก็บเงินไปอีก 15 วันนับแต่วันที่กรมธรรม์มีผลคุ้มครอง
1.3 ในการรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้า ตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัย จะปฏิบัติดังนี้
1.3.1 ออกเอกสารการรับเงินของบริษัทประกันภัยให้แก่ลูกค้าทันที
1.3.2 กำหนดรอบระยะเวลาสำหรับตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัยในการเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์จากผู้เอาประกันภัย โดยให้แต่ละรอบมีระยะเวลา 15 วัน
1.3.2 กำหนดให้ตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัยที่รับชำระเบี้ยประกันภัยรถยนต์จากผู้เอา
ประกันภัยต้องนำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยนั้นแก่บริษัทภายใน 15 วันนับแต่วันสิ้นรอบที่กำหนดในข้อ 1.3.2
1.4 บริษัทมีการจัดทำสมุดทะเบียนควบคุมการเก็บเบี้ยประกันภัยโดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับ จำนวนเงินค่าเบี้ยประกันภัยของลูกค้าแต่ละคน วันที่(บริษัท/ตัวแทน/นายหน้า)รับเงินจากลูกค้า(แต่ละคน) ฯลฯ
1.5 นอกจากนี้บริษัทได้วางระบบการลงโทษ ตัวแทน-นายหน้าที่นำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยล่าช้ากว่าที่กำหนด เช่น การพักงาน การเลิกสัญญา เป็นต้น
1.6 แนวปฏิบัติการเก็บเบี้ยประกันภัยดังกล่าว บริษัทต้องส่ง คปภ.ภายในวันที่ 1 เมษายน 2552
2. การดำเนินการของสำนักงาน คปภ.
2.1 พิจารณาแนวปฏิบัติการเก็บเบี้ยประกันภัย ที่แต่ละบริษัทนำส่ง ถ้าพบว่าแนวปฏิบัติฯของบริษัทใดไม่เป็นไปตามที่ประกาศกำหนด และเมื่อพบข้อบกพร่อง สำนักงานฯได้ ให้บริษัทปรับปรุงแก้ไข ให้เป็นไปตามประกาศฯ
2.2 ติดตามว่าบริษัทปฏิบัติเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติฯ ในข้อ 2.1 หรือไม่ ผ่านกระบวนการเข้าตรวจสอบ ณ ที่ทำการบริษัทประกันภัย จากผลการตรวจสอบ พบว่าบางบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้ตามประกาศฯดังกล่าวได้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 ประเด็น คือ
2.2.1 บริษัทฯไม่มีระบบการติดตามเพื่อให้ทราบได้ว่า ตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัยเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าเมื่อไร จึงทำให้ตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัยยังคงค้างเงินค่าเบี้ย
ประกันภัยนานกว่าที่ประกาศฯกำหนด
2.2.2 ตัวแทน-นายหน้าไม่มอบเอกสารการรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยของบริษัทแก่ลูกค้าทันทีซึ่งเป็นการฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 66/1 และมาตรา 66/2 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
2.2.3 บริษัทฯ ไม่ได้หยุดการรับงานประกันภัยรถยนต์จากตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัยที่ฝ่าฝืนตามข้อกำหนดของประกาศฯ
2.3 แจ้งผลการตรวจสอบให้บริษัทฯทราบ และ ให้บริษัทฯจัดทำมาตรการ/วิธีการ/แผนงาน ที่จะแก้ไขประเด็น ที่สำนักงานคปภ.ตรวจพบ และขอให้บริษัทแจ้งผลภายในเดือน สิงหาคม 2552 ทุกบริษัทฯได้จัดทำแผนงานการแก้ไขประเด็นดังกล่าว ส่วนใหญ่ระบุว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักการ Cash beforeCover และประกาศฯเรื่องการเก็บเบี้ยประกันภัยฯได้ภายในเดือนกันยายน 2552จากการตอบรับดังกล่าวของบริษัทประกันภัย ทำให้สามารถสรุปได้ว่า บริษัทพยายาม ปรับปรุงระบบการเก็บเบี้ยประกันภัยตามที่ประกาศฯกำหนด แต่เนื่องจาก เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติที่เคยทำกันมานาน ทำให้ไม่อาจแก้ไขได้ทั้งหมดในทันที แต่พบว่าบริษัทมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เช่น บริษัทเริ่มลงทุนในระบบงานที่จะสามารถติดตามว่า ลูกค้าได้ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยแก่ตัวแทน-นายหน้า เมื่อไร
2.4 ได้จัดประชุมนายหน้านิติบุคคลประมาณ 60 ราย เมื่อเดือนตุลาคม 2552 ซึ่งนายหน้าได้แสดงความเห็นว่าเห็นด้วยกับการนำหลัก Cash before Cover มาใช้ด้วยเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย และสำนักงานคปภ. ได้ขอความร่วมมือให้ช่วยแจ้งลูกค้าที่จะต่ออายุกรมธรรม์ให้ทราบว่าลูกค้าต้องชำระเบี้ยประกันภัยก่อนแต่เนิ่นๆเพื่อลดปัญหาลง
2.5 สำนักงานคปภ.ได้เข้าตรวจสอบบริษัทประกันภัยเป็นระยะๆ เพื่อประเมินความก้าวหน้าการปรับปรุงระบบงานของบริษัทประกันภัย พบว่าบริษัทได้ทำการพัฒนาระบบงาน รวมทั้งได้แก้ไขปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อปรับปรุงเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามหลัก Cash before Cover และประกาศฯเรื่องการเก็บเบี้ยประกันภัย
3. การดำเนินการในปี 2553 และต่อๆไป
3.1 เพื่อให้การปฏิบัติตามหลัก Cash Before Cover เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรมีการดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้เอาประกันภัยถึงการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว โดยขอความร่มมือทั้งจากบริษัทประกันภัยและนายหน้าประกันวินาศภัยในการช่วยประชาสัมพันธ์ ทั้งในวงกว้างและแบบเฉพาะเจาะจงไปที่ผู้เอาประกันภัย โดยเฉพาะผู้เอาประกันภัยที่เป็นนิติบุคคลซึ่งอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการในการจ่ายเงินเพื่อให้มีการชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์เป็นไปตามข้อกฎหมาย
3.2 การสร้างความเข้าใจกับตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัย ให้มีการปรับปรุงกระบวนการในการรับชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์โดยพร้อมเพรียง
3.3 บริษัทจำเป็นต้องสร้างระบบงานเพื่อให้ทราบได้ว่า ตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัยรับชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าเมื่อไร รวมถึงระบบงานที่จะควบคุมเอกสารการรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ต้องให้ไว้แก่ตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัยเพื่อทำให้ตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัยสามารถส่งเอกสารการรับ
เงินค่าเบี้ยประกันภัยของบริษัทแก่ลูกค้าได้ทันทีที่ลูกค้าจ่ายเงิน ตามข้อกำหนดในมาตรา 66/1 และมาตรา
66/2 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
3.4 บริษัทต้องจัดให้มีระบบในการติดตามหรือควบคุมการนำส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยตามระเบียบบริษัทที่ออกตามประกาศคปภ.และการมีการดำเนินการในการหยุดรับงานประกันภัยรถยนต์จากตัวแทน-
นายหน้าประกันวินาศภัยที่ฝ่าฝืนตามข้อกำหนดของประกาศฯในส่วนที่ส่งเงินค่าเบี้ยประกันล่าช้ากว่าที่กำหนดด้วย
4. การปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานในประเด็นอื่นๆ
4.1 หลัก Cash before Cover นี้ มีหลักเกณฑ์ว่า ขอให้ลูกค้าชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินวันที่กรมธรรม์เริ่มให้ความคุ้มครอง
4.2 ทะเบียนการรับประกันภัย การรับเบี้ยประกันภัย ต้องใช้วันที่ ตัวแทน-นายหน้า-บริษัท ได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเกณฑ์ มิใช่ วันที่กรมธรรม์เริ่มมีผลคุ้มครอง (Effective Date)
4.3 การเรียกหลักประกันจากตัวแทน-นายหน้า-พนักงานบริษัท เป็นดุลยพินิจของบริษัทที่จะกำหนดเป็นนโยบายหรือแนวปฏิบัติของบริษัทเองได้ นั่นคือ บริษัทสามารถจะกำหนดว่าควรเรียกหลักประกันจากตัวแทน-นายหน้าหรือไม่ ถ้าเรียกจะกำหนดเหมือนกันทุกราย หรือ แบ่งเป็นกลุ่มๆก็ได้ ชนิดของหลักประกันก็เป็นตามที่บริษัทเห็นสมควร ทั้งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk)ของบริษัท ดังนั้นแต่ละบริษัทจึงสามารถมีแนวทางที่แตกต่างกันได้ และหากบริษัทมีการเรียกเก็บหลักประกันให้บริษัทชี้แจงหลักเกณฑ์ในการเรียกเก็บหลักประกันดังกล่าวในแนวทางปฏิบัติในการเก็บเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของบริษัทประกันวินาศภัย ตามข้อ 5.6 ของประกาศฯว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัยรถยนต์
4.4 การจัดทำสมุดทะเบียนควบคุม การเก็บเบี้ยประกันภัย ตามข้อกำหนดในข้อ 12 แห่งประกาศฯนั้นสำนักงานคปภ. ได้เคยออกแบบและเวียนให้บริษัทแสดงความเห็น (ประกอบด้วยแบบฟอร์ม 8 แบบฟอร์ม)ซึ่งส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่า แต่ละบริษัทมี ระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีสาระสำคัญคล้ายคลึงกับแบบฟอร์มที่สำนักงาน คปภ.ได้เวียนให้แสดงความเห็น อยู่แล้ว การจัดทำเพิ่มเติมทำให้เป็นภาระโดยไม่จำเป็น และมีต้นทุนเพิ่ม สำนักงานคปภ.เห็นด้วยกับข้อเสนอ โดยให้แต่ละบริษัทส่งแบบฟอร์มที่มีอยู่ในบริษัทมาให้คปภ.พิจารณา พบว่าส่วนใหญ่มีข้อมูลที่สอดคล้องตามข้อกำหนดของประกาศฯ ดังนั้น ในการตรวจสอบครั้งต่อๆไป เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจะยึดแบบฟอร์มตามที่บริษัทได้แจ้งไว้ แต่ สำหรับบริษัทที่ ไม่มีแบบฟอร์มหรือมีแต่มีสาระสำคัญไม่ครบถ้วน ผู้ตรวจสอบจะยึดถือตามแบบฟอร์มที่สำนักงานคปภ.ออกแบบในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
4.5 การปฏิบัติตามหลัก Cash before Cover และประกาศฯเรื่องการเก็บเบี้ยประกันภัยนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติไปจากเดิม และจำเป็นต้องได้รับความรว่ มมือจากทุกฝ่าย ดังนั้นหาก ตัวแทน-นายหน้าประกันวินาศภัย หรือบริษัทประกันวินาศภัย พบว่ามี ตัวแทน / นายหน้า /บริษัทประกันวินาศภัยรายใดที่ฝ่าฝืนหลักและประกาศฯนี้ โปรดแจ้งข้อมูลหรือเบาะแส มายังสำนักงาน คปภ.เพื่อให้สามารถดำเนินการตามหลักการและประกาศฯต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. การติดต่อกับสำนักงานคปภ. ฝ่ายวางแผนและพัฒนาระบบการตรวจสอบ
โทร.02-515-3977, 02-513-2791
โทรสาร 02-515-3986
e-mail: amnartw@oic.or.th